นั่ง "เรือหางยาว " ไหว้พระ 5 วัดดัง สัมผัสวิถีชีวิตริมคลอง

ไหว้พระ วัดระฆังโฆสิตาราม, วัดอินทาราม, วัดหงส์รัตนาราม, วัดกัลยาณมิตร, วัดอรุณราชวราราม ชมวิถีชีวิตริมคลอง เที่ยวบ้านศิลปิน ดูหุ่นละครเล็ก

บรรยาย:
ภาษาไทย, อังกฤษ (English)

ระยะเวลา:
1 วัน

เดินทางโดย:
เรือหางยาว + เดิน

วันที่เดินทาง:
พฤศจิกายน - ธันวาคม (ทุกวันอาทิตย์)

รายการการเดินทาง

11.00 น.
พร้อมกัน ณ ท่าน้ำศิริราช วังหลัง

ณ ท่าน้ำศิริราช วังหลัง จะมีเจ้าหน้าที่บริษัท บายนาว จำกัด คอยให้การต้อนรับ เช็คอินและแจกชุดสมนาคุณเพื่อสุขอนามัยของท่าน Hygiene Travel Safety Kit ไว้สำหรับทุกท่าน ท่านละ 1 ชุด จากนั้นนำท่านรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารริมน้ำเจ้าพระยา ณ ท่าวังหลัง

12.30 น.
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

เริ่มต้นวัดแรก วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นโทกราบสักการะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยการสวดพระคาถาชินบัญชร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ท่าน วัดระฆังแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมใช้ชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกให้เป็นพระอารามหลวง ต่อมาเมื่อมีการขุดพบระฆังโบราณในเขตวัดในสมัยรัชกาลที่ 1 จึงถูกเรียกว่า วัดระฆังตั้งแต่นั้นมา เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (สี) ในสมัยรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในวัดมีพระอุโบสถ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานของ “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ซึ่งครั้งหนึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาพระราชทานผ้ากฐิน ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที” จึงเป็นที่มาของชื่อพระประธานที่มีความงดงามมากองค์หนึ่ง ประกอบกับภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่มีเรื่องราวของต่างๆ ของพระพุทธเจ้า สร้างความงดงามและความสุขสงบใจให้กับผู้ที่เข้ามากราบและสวดพระคาถาชินบัญชรต่อหน้าพระพักต์ของพระประธาน อีกทั้งยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามภายในวัด มีหอพระไตรปิฎก ในอดีตเคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี

12.50 น.
นั่งเรือหางยาว เข้า "คลองบางหลวง"

นำท่านลง เรือหางยาว ที่ ท่าวัดระฆัง ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เรือล่องเข้าสู่คลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวง สาเหตุที่เรียกว่าคลองบางหลวง เนื่องจากเมื่อคราวที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน มาสร้างราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรีนั้นข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายต่อหลายท่านมาจับจองพื้นที่ริมคลองบางกอกใหญ่สร้างบ้านกันอยู่ เพราะเป็นบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังกรุงธนบุรี ชาวบ้านจึงเรียกคลองแถบนี้อีก ชื่อหนึ่งว่า "คลองบางข้าหลวง" และเหลือเพียง "คลองบางหลวง" ในที่สุด ปัจจุบันยังเต็มไปด้วยกลิ่น อายในอดีต เราสามารถพบเห็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้านแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวรูปทรงเก่าแก่ วัดวาอารามที่แสนสงบร่มเย็น ตลอดทั้งลำคลองมีปลาสวายตัวโตๆ จำนวนมากดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ และนี่ก็คือเสน่ห์และความน่าสนใจของที่นี่ สำหรับการเยี่ยมชมชุมชนริมคลองบางหลวง (หมายเหตุ:  ถ้าประตูน้ำจะปิด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาจะแวะวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารแต่ถ้าประตูน้ำเปิด เรือหางยาวจะล่องเข้าคลองบางหลวงไปยังบ้านศิลปินเลย ทั้งนี้ทัวร์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับน้ำขึ้น-น้ำลง)

13.15 น. - 15.00 น.
เสพศิลป์ ณ บ้านศิลปิน และชมหุ่นละครเล็ก

  • เรือเทียบท่า ณ ท่าเรือวัดคูหาสวรรค์

  • นำท่านเดินลัดเลาะริมน้ำตามทางเดินไม้เลียบริมคลองซึ่งมีร้านค้าต่างๆ มากมายให้เราได้จับจ่าย มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเรียงรายตลอดเส้นทาง และยังเป็นที่ตั้งของ “บ้าน ศ.จิตรกร” ซึ่งจะรับวาดภาพเหมือนโดยใช้เวลาเพียง 15 นาที ถัดไปเป็น “ร้านบ้านของเล่น” มีของเล่นมากมายในสมัยอดีตที่เก็บไว้และจัดแสดงให้ได้ชม สุดทางเดินริมคลองนั้น เป็นที่ตั้งของ "บ้านศิลปิน"

  • เวลาแห่งการเสพศิลป์ ท่ามกลางความเก๋า แบบเก๋ๆ ณ บ้านศิลปิน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ปีพ.ศ.2553 เมื่อก่อนนั้นเป็นบ้านของตระกูลช่างทองที่เก่าแก่ ต่อมาได้มีการปรับปรุงบ้านให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยศิลปินที่รักในงานศิลปะนั้นจะมาแสดงผลงานศิลปะให้แก่คนทั่วไปและผู้ที่รักในงานศิลปะได้ชมกัน ภายในอาคารแห่งนี้ เป็นบ้านไม้ทรงมนิลารูปตัวแอล เมื่อก่อนนั้นจะสร้างล้อมรอบเจดีย์เก่า ที่เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง สันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในสี่ของเจดีย์แต่ละทิศ ที่กำหนดเขตพื้นที่เก่าของวัดกำแพงไว้ ภายหลังอาคารหลังนี้ก็ได้ถูกปรับปรุงใหม่โดยกลุ่มศิลปิน

  • และไหว้พระเสริมสิริมงคล ณ วัดกำแพงบางจากวัดเก่าแก่ในย่านคลองบางหลวง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ไฮไลต์ของวัดแห่งนี้อยู่ที่ ‘ภาพจิตรกรรมฝาผนัง’ ที่มีทั้งความเกี่ยวข้องกับสัณฐานของโลกตามคติไตรภูมิ บ้างก็เป็นภาพทศชาติชาดกตามคติโบราณ ภายในพระอุโบสถมีพระประธานนามว่า ‘หลวงพ่อบุษราคัม’ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ได้รับการบูรณะซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ 3  เห็นได้จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ตามลักษณะอาคารและพระพุทธรูปที่มักเป็นไปตามคตินิยมของพระองค์ เช่น พระพุทธรูปจะมีไรผมหรือเส้นผมที่เกาะหน้าผากชัดเจน และเดิมทีนั้นพระพุทธรูปในสมัยอยุธยาจะมีพระถันหรือหน้าอกนูนออกมา แต่พอมีการซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าอกของพระพุทธรูปจึงไม่ได้นูนเหมือนแต่ก่อน นอกจากนี้ ภายในพระวิหารยังมีหมู่พระพุทธรูปที่เป็นพระยืนและพระพุทธรูปที่ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นมา เรียกว่า ปางห้ามญาติ ห่มจีวรลวดลายวิจิตรงดงาม พระพักตร์แบบหน้าหุ่น ไม่มีพระถัน ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน

  • ชม การแสดงหุ่นละครเล็ก ซึ่งหุ่นละครเล็ก เป็นศิลปะการแสดงที่ผสานศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน ได้แก่ หัตถศิลป์ หรือการสร้างองค์ประกอบของหุ่น ประณีตศิลป์ ในการสร้างเครื่องแต่งกาย นาฏศิลป์ หรือการใช้ลีลา ท่าเชิด คีตศิลป์ หรือดนตรี มัณฑนศิลป์ หรือการจัดฉาก รวมทั้งวรรณกรรมเรื่องเอก ได้แก่ รามเกียรติ์ พระอภัยมณี และ ราชาธิราช เป็นต้น (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง)

15.00 น.
ระหว่างล่องเรือไปวัดอินทาราม

  • ผ่าน วัดประดู่ฉิมพลี วัดที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมแบบรามัญ และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลวงปู่โต๊ะ นอกจากจะเป็นวัดในสมัยโบราณแล้ว โบถส์ และพระเจดีย์ ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นหนึ่งในวัดประวัติศาสตร์ที่ได้รับยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

  • ผ่าน วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระอารามหลวงชั้นตรี เป็นสถานที่ประดิษฐานสังขารของหลวงพ่อ ไฮไลท์ของที่นี่ คือ เจดีย์แก้วองค์แรกของโลกที่มีไฟส่องดูสีเขียวมรกต จำลองมาจากพระมหาเจดีย์มหารัชมงคล สร้างขึ้นจากกระจกที่มีความหนา 1 เซ็นติเมตร นำมาวางซ้อนกันจำนวน 800 ชั้น และทำการแกะสลักด้วยมือ มีความสูงจากฐานถึงยอด 8 เมตร

  • ผ่าน วัดราชคฤห์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี มีพระพุทธรูปที่มีลักษณะพิเศษองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิง หรือพระนอนหงาย ซึ่งมีอายุเก่าแก่นับตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเอกาทศรถ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีความสมบูรณ์อย่างมาก วัดราชคฤห์ยังเคยเป็นที่ตั้งทัพของพระยาพิชัยดาบหัก ที่พระเจ้าตากสินให้มาดักซุ่มยิงโจมตีทัพพม่าและยังมี พระปรางค์พระยาพิชัยดาบหัก ที่เชื่อกันว่าบรรจุอัฐิของพระยาพิชัย ณ วัดราชคฤห์ ด้านหลังขวามือคือพระวิหารใหญ่ ซ้ายมือคือมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองบนภูเขามอ

15.30 น.
แวะชมวัดอินทารามวรวิหาร 

วัดอินทารามวรวิหาร (บางยี่เรือ ธนบุรี) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินที่พระวิหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และมีโบราณวัตถุสมัยพระองค์ท่านยังมีพระชนม์ชีพ เช่นพระแท่นบรรทม, พระอาสน์ที่ประทับทรงศีล, เจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์และพระอัครมเหสี (ให้เวลาเที่ยวชม  20 นาที)

16.10 น.
แวะชมวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท เดิมชื่อ “วัดเจ้าขรัวหง” เป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเศรษฐีชาวจีนชื่อนายหง ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ได้กำหนดเขตพระราชฐานขึ้น วัดหงส์ฯจึงเป็นวัดที่ติดกับพระบรมราชวัง ใน พ.ศ. 2319 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระราชศรัทธาขยายพระอารามให้ใหญ่โตขึ้น ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ศาลาการเปรียญ และกุฏิเสนาสนะทั้งวัด และทรงยกย่องให้เป็นพระอารามหลวงสำคัญ พร้อมถวายสร้อยนามวัดอย่างเป็นทางการว่า “วัดหงษ์อาวาสวิหาร” ภายในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนารามมีพระประธาน และพระพุทธรูปหลวงพ่อแสน ซึ่งเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฝั่งธนบุรี มีช่อฟ้าใบระกา ตกแต่งหน้าบันด้วยลวดลายสวยงาม ที่หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถ มีพระนารายณ์ทรงหงส์อ่อนช้อยงดงามมาก ลายสลักไม้ที่บานประตูด้านหน้าและด้านหลังเป็นรูปหงส์เกาะกิ่งไม้ ลายปูนปั้นซุ้มประตูและหน้าต่างได้รับการยกย่องว่ามีความงามเป็นเลิศแห่งหนึ่ง จนหงส์ของวัดนี้ ถูกนำไปใช้เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ ภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สถานีอิสรภาพ แห่งแรกของฝั่งธนบุรี

16.45 น.
แวะชมวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร 

แวะสักการะ “หลวงพ่อโต” หรือ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือจะเรียกตามแบบจีนว่า “หลวงพ่อซำปอกง” ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เชื่อว่าใครได้มากราบไหว้แล้วจะแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยทั้งปวง ตรงกลางระหว่างวิหารเล็กและพระอุโบสถหน้าวิหารหลวง เป็นหอระฆังที่เพิ่งสร้างใหม่ และเก็บระฆังยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ภายในพระอุโบสถ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพระวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ป่าเลไลย์) โดยรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระราชทาน ทั้งยังถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงพุทธประวัติและวิถีชีวิตชาวบ้านชาวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 มีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 4 อีกด้วย

17.15 น.
แวะชมวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร 

  • อิสระให้ท่านชมความงดงามของวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ประเภทราชวรมหาวิหาร และเก็บภาพพระปรางค์ ในรูปโฉมใหม่ ที่ได้ดำเนินการบูรณะพระปรางค์ครั้งใหญ่ มาตั้งแต่ประมาณวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556 ขณะนี้ได้ทำการบูรณะเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นวัดอรุณสีขาวประดับด้วยลวดลายกระเบื้องสีสันสวยงาม โดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ให้เวลาเที่ยวชม 35 นาที)

  • นำท่านลงเรือหางยาว กลับสู่ ท่าช้าง

  • เรือหางยาว เทียบท่า ณ ท่าช้าง โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าเดินทางนี้รวม

  • เรือหางยาว ท่องเที่ยวตามรายการ พร้อมคนขับที่ชำนาญทางเป็นอย่างดี

  • บริการน้ำดื่มท่านละ 1 ขวด

  • ค่าอาหารกลางวัน 

  • ของสมนาคุณ Hygiene Travel Kit เช่น หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอลล้างมือ, สเปรย์แอลกอฮอล์ ฯลฯ

  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุไว้ในรายการ

  • มัคคุเทศก์ คนขับเรือ คอยอำนวยความสะดวกทุกท่านตลอดการเดินทาง

  • ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทาง คุ้มครองในวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท (หากอายุเกิน 70  ปีขึ้นไป ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง 50%) ค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 500,000 บาทตามเงื่อนไขของกรมธรรม์)

อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม

  • ค่ารถ หรือ ค่าตั๋วเครื่องบินจากทุกเส้นทาง และค่าเดินทางมาที่จุดนัดพบ

  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากรายการระบุ อาทิเช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีที่เกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว)

  • ค่าธรรมเนียมสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องชำระเพิ่ม อาทิ ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ

  • ค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว ที่เกิดจากผู้เดินทางเอง

  • ค่าภาษีทุกรายการคิดจากยอดบริการ, ค่าภาษีเดินทาง (ถ้ามีการเรียกเก็บ)

  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (เฉพาะในกรณีที่ต้องการใบกำกับภาษีเท่านั้น)(กรณีต้องการ รบกวนแจ้งก่อนทำการชำระเงิน)

  • ค่าทิปมัคคุเทศก์ และคนขับเรือ (ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของท่าน)

เงื่อนไขการจอง

การชำระเงิน: กรุณาชำระค่าเดินทางเต็มจำนวน ภายใน 48 ชั่วโมง หลังทำการจองจึงจะถือว่าทำการจองเสร็จสมบูรณ์แล้ว

การยกเลิกและคืนค่าทัวร์

  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วันทำการ บริษัทฯคืนเงินค่าทัวร์เต็มจำนวน

  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15-29 วันทำการ บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงิน 50% ของราคาค่าทัวร์ทั้งหมด

  • ยกเลิกก่อนการเดินทางน้อยกว่า 14 วันทำการ บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าทัวร์ 100% ของราคาค่าทัวร์ทั้งหมด

  • กรุ๊ปที่ออกเดินทางช่วงเทศกาลวันหยุดจะไม่มีการคืนเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมด ไม่ว่ายกเลิกด้วยกรณีใดๆ

  • ในบางกรณีเมื่อผู้สนใจจองโปรแกรมทัวร์แล้ว ซึ่งทางทีมงานจะต้องส่งเงินมัดจำไปมัดจำค่าที่พักและยานพาหนะทันที ดังนั้นจากภาระดังกล่าวทีมงานจึงขอสงวนสิทธิ์เก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากผู้จอง

  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง หรือไม่เดินทาง พร้อมคณะถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

 

หมายเหตุ

  • กรุณาพิจารณาโปรแกรมการเดินทางให้ละเอียดก่อนทำการจอง

  • กรุณาปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ตามมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัย และเพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยว

  • การเดินทางในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวน 10 ท่านขึ้นไปถ้าผู้โดยสารไม่ครบจำนวนดังกล่าวทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาหรือเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกการเดินทาง

  • รายการและราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากสภาวะอากาศ การเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางบริษัทฯ จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของท่านเป็นสำคัญที่สุด

  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งของสูญหาย อันเนื่องเกิดจากความประมาทของท่าน, เกิดจากการโจรกรรม และ อุบัติเหตุจากความประมาทของนักท่องเที่ยวเอง

  • เมื่อท่านตกลงชำระเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมดกับทางบริษัทฯ แล้ว ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ทั้งหมด