5 ธ.ค. นี้ นั่งรถไฟหัวจักรไอน้ำ สายประวัติศาสตร์ "ฉะเชิงเทรา"

เที่ยวเมืองแปดริ้ว สักการะขอพร "พระพิฆเนศปางยืน"  และ สักการะมหาเจดีย์สีทองอร่าม ณ วัดโพรงอากาศ วัดดังแห่งฉะเชิงเทรา ชมแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ทางการเกษตร ณ บ้านสวนเมล่อน ช้อปปิ้งตลาดบ้านใหม่ ตลาดริมน้ำร้อยปีแห่งเมืองแปดริ้ว   

บรรยาย:
ภาษาไทย, อังกฤษ (English)

ระยะเวลา:
1 วัน

เดินทางโดย:
รถไฟ และรถตู้ปรับอากาศ

วันที่เดินทาง:
5 ธันวาคม 2564

รายการการเดินทาง

07.00 - 08.10 น.
พร้อมกัน ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) พร้อมเก็บภาพรถไฟหัวจักรไอน้ำ

  • คณะพร้อมกันที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลําโพง) บริษัท บายนาว จํากัดคอยให้การต้อนรับและอํานวยความสะดวกเก็บภาพความประทับใจกับรถจักรไอน้ําซึ่ง 1 ปี การรถไฟจะจัดเดินขบวนรถจักรไอน้ํา ปีละ 5 ครั้งเท่านั้นทางบริษัทจัดเตรียมชุดเพื่อสุขอนามัยของท่าน Travel Safety Kit ไว้สําหรับท่านละ 1 ชุด

  • รถไฟออกจากสถานีกรุงเทพฯ (สถานีหัวลําโพง) มุ่งหน้าสู่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วย ขบวนพิเศษรถจักรไอน้ํา 903 กรุงเทพฯ – ฉะเชิงเทรา  พร้อมบริการอาหารเช้าแบบเซ็ตกล่อง (08.10 น.)

09.50 น.
เดินทางถึงสถานีรถไฟฉะเชิงเทรา และเปลี่ยนเป็นรถตู้ปรับอากาศ VIP

10.10 น.
ช้อปปิ้งตลาด 100 ปี ตลาดบ้านใหม่ บรรยากาศย้อนยุค

ตลาดบ้านใหม่ หรือ ตลาดร้อยปี บ้านใหม่ เสมือนดั่งพิพิธภัณฑ์มีชีวิตริมแม่น้ำบางปะกง ตลาดที่นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อดีตมีชุมชนชาวไทย-จีน อาศัยอยู่บริเวณนี้แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ตลอดสองฝั่งริมแม่น้ำบางปะกง มีการค้าขายกันอย่างคึกคัก พอเริ่มมีการตัดถนน ทำให้การค้าขายทางน้ำลดน้อยลงไป  นับได้ว่าตลาดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า ๑๐๐ ปี  ชาวชุมชนคิดพัฒนาตลาดบ้านใหม่ให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยรวมตัวกันจัดตลาดในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมบรรยากาศดั้งเดิม เรือนไม้เก่าแก่ย้อนยุคเรื่องราวอดีตผ่านสู่นักท่องเที่ยว หลายๆ GEN พร้อมศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตริมแม่น้ำ กับความรู้สึกเดิมๆ ของรุ่นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณ ยาย ในวัย หนุ่ม สาว 

 

ตลาดบ้านใหม่ร้อยปี ประกอบด้วย 2 ชุมชนคือ ชุมชนตลาดบ้านใหม่ และชุมชนตลาดบน เพียงแค่ข้ามสะพานเท่านั้นเอง คุณจะได้รับอรรถรส ความรู้สึกถ่ายทอดจากบรรยากาศของตลาดเก่าๆ เก๋าๆ และความคลาสสิคของบ้านเรือนไม้ โดยมีร้านค้าตลอดสองข้างทาง ร้านค้าที่ขายขนม อาหาร รวมถึงของที่ระลึก ของเล่นโบราณต่างๆ  ร้านกาแฟแป๊ะ อีกร้านที่เก่าแก่ยังคงเป็นแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไฮไลต์อีกจุดห้ามพลาด คือคุณลุงที่ใส่ชุดคล้ายชาวบ้านบางระจันยืนอยู่ตรงสะพาน ช่วยเพิ่มสีสัน แชะ แชะ ถ่ายรูปได้ตามชอบ ตามเรามาหาของอร่อยแบบโบราณ ชิมการอย่างจุใจ พร้อมบรรยากาศริมน้ำ  บ้านเรือนไม้เก่าสไตล์วินเทจ นั่งรับลมเย็นๆ จิบกาแฟ ชวนนึกถึงวันวานในวัยเด็ก   

11.20 น.
สักการะขอพร"พระพิฆเนศปางยืน" และ พิฆเนศปางนั่งประทานพร

นำท่านกราบสักการะเทวสถานอุทยานพระพิฆเนศคลองเขื่อน (ปางยืน)  องค์นี้มีชื่อเรียกว่า “พระพิฆเนศปางยืน องค์สำริด สำเร็จ สมปรารถนา” ถือเป็นพระพิฆเนศองค์ยืนเนื้อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดดเด่นอยู่ท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติทางการเกษตรของชาวบ้าน เผยความสง่าผ่านวิวทุ่งนาและไร่สวน เพื่อรองรับวิถีศรัทธาที่ผู้คนเข้ามาสักการะบูชา กราบไหว้ ขอพร ที่พระหัตถ์ทั้ง 4 นั้นถือ ดอกบัว, มะม่วง, กล้วย, อ้อย และขนุน และที่พระบาทมีหนูกอดลูกมะพร้าว ซึ่งมีความหมาย คือ ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ประติมากรผู้ปั้น คือ นายพิทักษ์ เฉลิมเล่า ข้าราชการกรมศิลปากร นอกจากนี้ภายในอุทยานยังมีรูปปูนปั้นพระพิฆเนศปางต่างๆ ตามวันเกิดแต่ละวัน และมีสีตามวันนั้นๆ หรือแม้กระทั่งรูปปั้นของพระศิวะและพระแม่อุมา เพื่อให้สักการะขอพร และที่ขาดไม่ได้คือ รูปปั้นหนู เพราะตามความเชื่อ หนูคือบริวารผู้รับใช้ส่งสารแก่พระพิฆเนศ แต่ที่นี้ไม่เพียงเพื่อการกราบไหว้ เคารพบูชา ขอพร หากยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและพัฒนาอาชีพการขายพืชผล ก่อให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน 

12.10 น.
แวะเยี่ยมชม "วัดปากน้ำโจ้โล้" อยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง

หลงเสน่ห์เมืองแปดริ้ว นำท่านสักการะวัดปากน้ำโจ้โล้กัน วัดนี้ประวัติไม่ธรรมดามีการสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราวๆ 200 กว่าปีมาแล้ว อดีตเคยเป็นที่ตั้งของกองทัพเมียนมาร์ ในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชได้วางแผนโจมตีทหารพม่า ออกอุบายโล้เรือมาตามแม่น้ำบางปะกงตามลำพัง  ทำให้ทหารพม่าตายใจ โดยพระองค์ให้ทหารซุ่มโจมตีอีกทีจนได้ชัยชนะและได้สร้างเจดีย์เพื่อเป็นอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ โดยเรียกวัดนี้ว่า เจ้าโล้ ต่อมาเพี้ยนเป็น โจ้โล้ ประกอบกับสถานที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จึงเรียกวัดนี้ว่า วัดปากน้ำโจ้โล้  จุดโดดเด่นของวัดนี้ คือ พระอุโบสถสีทอง ที่ทาสีทองทั้งหลัง ทั้งภายในและภายนอกตัวอุโบสถสวยงดงามตระการตา เสมือนการจำลองภาพบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยหลังคาของอุโบสถจะประดับด้วยพญานาคและธรรมจักร ตรงกลางก็จะมีบุษบกยอดฉัตร ส่วนกำแพงแก้วชั้นนอกนั้น ก็จะตกแต่งด้วยลวดลายธรรมจักรสลับกับโคมไฟรูปช้างสามเศียร นอกเหนือจากนี้ยังมีการลอดใต้ฐานพระประธาน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของผู้มาเยือน 

12.40 น.
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดัง

14.00 น.
ร้านตั้งเซ่งจั๊ว ร้านสไตล์คฤหาสน์เก๋งจีน

เป็นชื่อร้านที่ใช้แซ่ ของต้นตระกูล นายฮก แซ่ตั้ง ที่เดินทางมาจากเมืองซัวเถาประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอบางคล้า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ในช่วง 80 กว่าปีก่อนนั้น นายฮกเป็นผู้มีความรู้เรื่องการทำขนมเปี๊ยะที่เป็นสูตรดั้งเดิมจากซัวเถาและทำขายในย่านนี้มาช้านานแล้ว อีกทั้งได้ถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆ แบบรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาต่อยอดกิจการ ให้เข้ากับยุคสมัยและขยายสาขาเพื่อสะดวกสบายกับลูกค้า สร้างแบรนด์ให้ดูน่าจดจำ ปรับเปลี่ยนรูปแบบแพ็คเกจให้ดูทันสมัย น่าสนใจ จดจำง่าย ไปจนถึงการสร้างความเป็นอัตลักษณ์ของร้านให้มีความโดดเด่น มากยิ่งขึ้น ขนมที่นี้มีหลากหลาย ขนมเปี๊ยะโบราณมีขนาดกลมแบนใหญ่ สูตรดั้งเดิมมี 2 ใส่ คือ ไส้ถั่วและ ไส้ฟักเชื่อม ขนมเปี๊ยะลูกเล็กจะมีหลายไส้ เช่น ขนมเปี๊ยะไส้เค็มขนมเปี๊ยะกุหลาบ ขนมเปี๊ยะฮกเกี้ยน ไส้งาเปลือกส้ม เป็นต้น 

14.55 น.
ชมแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ทางการเกษตร ณ บ้านสวนเมล่อน

เดินทางถึง บ้านสวนเมล่อน ฟาร์มเมล่อนแห่งนี้ เกิดด้วยความตั้งใจและเอาใจใส่ของเจ้าของสวนคือ คุณแก้วที่มีความมุ่งมั่นต้องการปลูกเมล่อนปลอดสารเคมีให้แก่คนในครอบครัวที่รักได้รับประทานอย่างปลอดภัย หากมีการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จากการเสิร์ชกูเกิลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมลอน ปัจจุบันมีทั้งหมด 17 โรงเรือนภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ในเนื้อที่กว่า 4 ไร่ ที่นี้มิใช่มีแค่เมลอนเท่านั้น ยังเป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมกันเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน ทำให้มีโอกาสได้เข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ช่วงกลางปี 2561 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรซึ่งกันและกัน และทำให้คุณแก้วกลายเป็นวิทยากรในการสอนเรื่องการผลิตสินค้าเกษตร อีกทั้งยังพัฒนาสวนเมล่อนของตนเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่กระจายรายได้สู่ชุมชน โดยมีจุดเด่นในการท่องเที่ยวคือ “โครงการกลับมาเยี่ยมลูกเมล่อน” โดยให้ลูกค้ามาจับจองเมลอนโดยการสลักชื่อไว้ที่ผลก่อนเก็บเกี่ยวเมลอนประมาณ 1 เดือน และทางสวนจะดูแลต่อให้จนถึงวันที่เก็บผลผลิตลูกค้าก็สามารถมาตัดเมลอนได้ด้วยตนเอง ถือเป็นไอเดียที่เพิ่มช่องทางขายอีกแนวทางหนึ่ง แต่ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมลอนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม และการเอาใจใส่ในการปลูกให้ปลอดภัยจากสารเคมี จากฝีมือของผู้หญิงธรรมดา สู่เกษตรกรรุ่นใหม่ YSF ทำให้สวนเมล่อนแห่งนี้มิใช่ธรรมดาเสียแล้ว  (พิเศษ! เมนูเครื่องดื่มที่บ้านสวนเมล่อน ท่านละ 1 แก้ว)

15.40 - 18.10 น.
เดินทางสู่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา และเดินทางกลับ

  • เดินทางถึง สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา

  • ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ ด้วย ขบวนพิเศษรถจักรไอน้ํา 904 ฉะเชิงเทรา – กรุงเทพฯ บริการอาหารว่าง พร้อมน้ําดื่มบนขบวนรถไฟ

  • เดินทางถึง สถานีกรุงเทพฯ (สถานีหัวลําโพง) โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ (18.10 น.)

อัตราค่าเดินทางนี้รวม

  • รถไฟ แบบที่นั่งปรับอากาศ ชั้น 2 ไป-กลับ เส้นทาง กรุงเทพฯ - เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (จ.ลพบุรี)

  • รถตู้ ปรับอากาศ ท่องเที่ยวใน จังหวัดลพบุรี ตามรายการ พร้อมคนขับที่ชำนาญทางเป็นอย่างดี

  • อาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารท้องถิ่น ตามรายการ 1 มื้อ

  • พิเศษ! เมนูเครื่องดื่มที่ร้านคาเฟ่ ท่านละ 1 แก้ว ตามรายการ

  • บริการน้ำดื่มท่านละ 2 ขวด

  • ของสมนาคุณ Hygiene Travel Kit เช่น หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอลล้างมือ, สเปรย์แอลกอฮอล์ ฯลฯ

  • ค่าเข้าชมสถานที่ตามที่ระบุไว้ในรายการ

  • มัคคุเทศก์ คนขับรถ คอยอำนวยความสะดวกทุกท่านตลอดการเดินทาง

  • ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทาง คุ้มครองในวงเงินท่านละ 1,000,000 บาท (หากอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ค่าประกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทาง 50%) ค่ารักษาพยาบาลกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินท่านละ 500,000 บาทตามเงื่อนไขของกรมธรรม์)

อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม

  • ค่ารถ หรือ ค่าตั๋วเครื่องบินจากทุกเส้นทาง และค่าเดินทางมาที่จุดนัดพบ

  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากรายการระบุ อาทิเช่น ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีที่เกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว)

  • ค่าธรรมเนียมสถานที่ท่องเที่ยว สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องชำระเพิ่ม อาทิ ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ

  • ค่าใช้จ่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว ที่เกิดจากผู้เดินทางเอง

  • ค่าภาษีทุกรายการคิดจากยอดบริการ, ค่าภาษีเดินทาง (ถ้ามีการเรียกเก็บ)

  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (เฉพาะในกรณีที่ต้องการใบกำกับภาษีเท่านั้น)(กรณีต้องการ รบกวนแจ้งก่อนทำการชำระเงิน)

  • ค่าทิปคนขับรถ มัคคุเทศก์ และเจ้าหน้าที่ที่ค่อยให้บริการท่านตลอดการเดินทาง

เงื่อนไขการจอง

การชำระเงิน: กรุณาชำระค่าเดินทางเต็มจำนวน ภายใน 48 ชั่วโมง หลังทำการจองจึงจะถือว่าทำการจองเสร็จสมบูรณ์แล้ว

การยกเลิกและคืนค่าทัวร์

  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วันทำการ บริษัทฯคืนเงินค่าทัวร์เต็มจำนวน

  • ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15-29 วันทำการ บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงิน 50% ของราคาค่าทัวร์ทั้งหมด

  • ยกเลิกก่อนการเดินทางน้อยกว่า 14 วันทำการ บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าทัวร์ 100% ของราคาค่าทัวร์ทั้งหมด

  • กรุ๊ปที่ออกเดินทางช่วงเทศกาลวันหยุดจะไม่มีการคืนเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมด ไม่ว่ายกเลิกด้วยกรณีใดๆ

  • ในบางกรณีเมื่อผู้สนใจจองโปรแกรมทัวร์แล้ว ซึ่งทางทีมงานจะต้องส่งเงินมัดจำไปมัดจำค่าที่พักและยานพาหนะทันที ดังนั้นจากภาระดังกล่าวทีมงานจึงขอสงวนสิทธิ์เก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากผู้จอง

  • เมื่อท่านออกเดินทางไปกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง หรือไม่เดินทาง พร้อมคณะถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

 

หมายเหตุ

  • กรุณาพิจารณาโปรแกรมการเดินทางให้ละเอียดก่อนทำการจอง

  • กรุณาปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ ตามมาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัย และเพื่อความปลอดภัยในการท่องเที่ยว

  • การเดินทางในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวน 18 ท่านขึ้นไปถ้าผู้โดยสารไม่ครบจำนวนดังกล่าวทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาหรือเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกการเดินทาง

  • รายการและราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากสภาวะอากาศ การเมือง และอัตราแลกเปลี่ยนโดยทางบริษัทฯ จะคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของท่านเป็นสำคัญที่สุด

  • บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากเกิดสิ่งของสูญหาย อันเนื่องเกิดจากความประมาทของท่าน, เกิดจากการโจรกรรม และ อุบัติเหตุจากความประมาทของนักท่องเที่ยวเอง

  • เมื่อท่านตกลงชำระเงินมัดจำหรือค่าทัวร์ทั้งหมดกับทางบริษัทฯ แล้ว ทางบริษัทฯ จะถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ทั้งหมด