TOP DESTINATION

1. เรคยาวิค Reykjavik

  เมืองหลวงของสาธารณรัฐไอซ์แลนด์ ถือว่าเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่เหนือสุด ingolfur Arnarson ผู้นำชาวนอร์สกลุ่มแรกมาตั้งถิ่นฐานที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 874 กลุ่มชาวนอร์สเหล่านี้มาจากการปกครองของกษัตริย์ทรราชย์ Harald Haarfagri แห่งนอร์เวย์ซึ่งขับไล่พวกเขาออกจากแผ่นดินของบรรพบุรุษในนอร์เวย์ตอนใต้เมื่อมาถึงไอซ์แลนด์ Ingolfur Arnarson ได้โยนเสาเสี่ยงทายลงทะเลเพื่อบูชาเทพยดาธอร์ และให้เสานั้นลอยไปสู่ฝั่งยังจุดที่เทพยดาต้องการให้ตั้งหลักแหล่ง ซึ่งก็คือที่ที่เขาตั้งชื่อว่า เรคยาวิค มีความหมายว่า อ่าวแห่งควัน เนื่อกจากมีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำร้อนที่มีอยู่ทั่วประเทศนั่นเอง เมืองหลวงแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ อีกทั้งมีทัศนียภาพงดงาม มีอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก และได้ชื่อว่าเป็นเมืองสปา เหตุเพราะแม้แต่ใจกลางเมืองมีบ่อน้ำร้อนถึง 7 แห่ง โดยมี บูลลากูน เป็นแหล่งใหญ่สุดและเป็นที่นิยมสูงสุด

   นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวอีกหลายแห่ง เช่น Perlan (เพอร์ลัน) หรือ ในภาษาอังกฤษว่า The Pearl อีกแห่งสำคัญคือโบสถ์ HALLGRIMSKIRKJA ซึ่งตั้งชื่อตามพระในศาสนาคริสต์ที่ชื่อ Hallgrimur Petursson สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ คือ 74.5 เมตร และด้านหน้าของโบสถ์มีอนุสาวรีย์ของไลเฟอร์อีริกสัน (Leifer Eiriksson) ชาวนอร์สของยุโรปเป็นคนแรกที่เดินทาสงผจญภัยไปค้นพบกรีนแลนด์ อเมริกาเหนือ และไอซแลนด์ นอกจากนี้เรคยาวิค ยังเป็นเมืองแห่งแฟชั่นและช้อปปิ้งของช็อปปิ้งของไอซ์แลนด์อีกด้วย ยามราตรีก็มีภัตตาคาร บาร์ ร้านค้าสถานบันเทิงต่างๆ ให้ผู้คนได้เที่ยวสุดสวิงไม่น้อยกว่าประเทศยุโรปอื่นๆ เช่นกัน

​2. ทะเลสาบบลูลากูน Blue Lagoon

  ทะเลสาบสีฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในไอซ์แลนด์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก ทะเลสาบนี้เป็นผลพลอยได้จากการผลิตพลังงานของโรงงาน Svartsengi โดยโรงงานจะเจาะเอาแรงดันไอร้อนร้อนจากใต้พิภพ มาผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชน และใช้ในการอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจากน้ำสะอาดอันเป็นน้ำร้อนจักที่มีแร่ธาตุนานาชนิดจากใต้ดิน ไหลมากักอยู่ในหินลาวาธรรมชาติใกล้ๆ กับโรงงาน แม้ว่าจะมีต้นกำเนิดที่ทันสมัยไฮเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้วบริเวณโดยรอบทะเลสาบตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเวิ้งว้างของทุ่งภูเขาไฟตะปุ่มตะป่ำที่มีมอสปกคลุมราวกับลาวาสีเขียวย้อยอยู่เป็นหย่อมๆ น้ำแร่ในบลูลากูนเกิดจาก Chemical Waste Dump ซึ่งมาจากสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวซึ่งงอกงามดีในน้ำเค็มที่มีอุณหภูมิ 60 – 70 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันลมเย็นที่ปะทะกับพื้นผิวน้ำทำให้สาหร่ายที่อยู่ส่วนบนตายอย่างง่ายดาย และจมสู่ก้นบ่อบลูลากูน ผสมกับขยะสารเคมี กลายเป็นโคลนซิลิกา ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหนัง น้ำในแอ่งน้ำนี้มีประมาณ 6 ล้านลิตร เป็นน้ำร้อนจากทะเลที่มีความลึก 2,000 เมตร มีอุณหภูมิ 243 องศาเซลเซียส ผสมเจือปนกันระหว่างน้ำจืด 30% และน้ำทะเล 70% มีการไหลเวียนมาเพิ่มเติมและถ่ายเทตลอดเวลา จึงเสมือนเปลี่ยนน้ำใหม่ยกบ่อทุก 40 ชั่วโมง ทำให้แหล่งน้ำนี้สามารถกำจัดแบคทีเรียและเชื้อโรคด้วยตัวเองอีกด้วย ปัจจุบันนอกเหนือจากบลูลากูน แหล่งน้ำเพื่อสุขภาพแห่งนี้แล้ยังอีกหลายแห่งเปิดให้บริการแบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ที่อยากแนะนำอีกแห่งคือ ฟอนตานา เลาการ์วาน Fontana Laugarvatn Spa ที่ให้บริการแบบเดียวกันริมทะเลสาบกว้าง

​3. วนอุทยานแห่งชาติ Thingvellir National Park

   อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์ ความหมายคือ ทุ่งหญ้าแห่งรัฐสภา เป็น 1 ใน 3 ของเส้นทางวงแหวนทองคำ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศใกล้คาบสมุทรเรคยาเนส Reykjanes เป็นจุดแรกของโลกได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี ค.ศ. 2004 เนื่อจากสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีหลักฐานทางธรณีวิทยา คือ เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป บริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลกพอดิบพอดี มีระยะทางหลายหมื่นกิโลเมตร จึงเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง รอยแยกนี้เกิดจากเปลือกโลกที่ปริตัวเคลื่อนออกจากกันปีละ 25 กิโลเมตร มีความยาว 75 เมตร ปัจจุบันตรงที่แยกกว้างที่สุดคือ 10 เมตร และยังคงแยกอยู่ทุกวัน สถานที่นี้ นอกจากยังคงความเป็นธรรมชาติไว้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ยังได้เป็นประจักษ์พยานของเหตุการณ์สำคัญระดับประเทศมากมาย อาทิเช่น เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไอซ์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1928 และเป็นที่ประชุมสภาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเพราะชาวไวกิ้งที่อยู่ไอซ์แลนด์ 48 เผ่า ได้นัดมาประชุมกันที่ที่นี่เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 930 และจากนั้นก็ได้มีการประชุมกันทุกปีในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้เพราะเป็นเดือนที่ได้รับแสงแดดเกือบตลอด 24 ชั่วโมง หรือ เราเรียกว่าช่วงพระอาทิตย์เที่ยงคืน Midnight Sun ในปี ค.ศ. 1000 มีประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติที่นี่ รวมทั้งเมื่อครั้งที่ไอซ์แลนด์ประกาศอิสรภาพต่อเดนมาร์กก็ประกาศที่นี่เช่นกัน และยังเป็นสถานที่บัญญัติกฎหมายของไอซ์แลนด์ที่เรียกว่า Law Rock อีกด้วย

​4. น้ำตกทองคำ Gullfoss

   กู้ลฟอสส์ หรือ น้ำตกทองคำ มาจาก 2 คำที่นำมารวมกัน คือ Gull แปลว่า ทองคำ และ Foss ที่แปลว่า น้ำตก เป็น 1 ใน 3 สถานที่ท่องเที่ยวจุดของเส้นทาง วงแหวนทองคำ Golden Circle จากแม่น้ำวิททา ไหลผ่านโตรกผาชัน 2 ข้าง โตรกผาบางช่วงบางตอนลึก 70 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวกราก กระแทกกับหินใต้ลำธารทำให้กระแสน้ำถูกกระชากกลับ เกิดน้ำวนจนเป็นเกลียว แล้วแตกแยกเป็นฟองขาว แม่น้ำไหลเป็นระยะทาง 2.5 กิโลเมตรก่อนที่จะไหลลงสู่โตรกเขา 2 ชั้น มีระดับความสูง 32 เมตร จนกลายเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ธรรมชาติระดับโลก ทำให้เกิดกลุ่มละอองน้ำสีขาวของน้ำตกคล้ายกลุ่มควันพุ่งขึ้นมาจากเหวลึก หน้าผาของน้ำตกเกิดจากเปลือกโลกทรุดตัวหรือยุบตัวลงเป็นหุบเหวลึก
 นอกจากแห่งนี้จะสวยงามแล้วยังมีความสำคัญ ในฐานะการเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อรักษาธรรมชาติอีกด้วย นั่นคือ ในปี ค.ศ. 1907 นักพัฒนาที่ดินต้องการใช้น้ำตกนี้ไปสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำแต่ถูกต่อต้านโดย สิก์รีดูร์ โทมัสดอตตีรน์ หญิงสาวเจ้าของฟาร์มที่ขู่จะกระโดดลงไปในน้ำตกเพื่อฆ่าตัวตาย ในที่สุดเธอก็สามารถรักษาน้ำตกนี้ไว้ได้จริง จนในที่สุดน้ำตกได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะของประเทศในฐานะอุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา เพื่อเป็นการระลึกถึงเธอจึงมีรูปปั้นเธอผู้เป็นฮีโร่อยู่บริเวณนั้นด้วย หากจำกันได้น้ำตกแห่งนี้อยู่ในภาพปกอัลบั้ม Porcupine ของวงดนตรีอังกฤษชื่อ Echo and the Bunnymen และยังเป็นสถานที่ถ่ายมิวสิกวีดีโอเพลง Heaven ของวง Live ซึ่งเป็นวง Alternative Rock ชื่อดังจากอเมริกาด้วย เนื้อเรื่องในมิวสิกวีดีโอ พูดถึงคนรักกระโดดลงไปในน้ำตกและไหลไปด้วยกันในสายน้ำตก

​5. น้ำพุร้อน สโตรกคัวร์ Strokkur Geysir

   1 ใน 3 ของเส้นทางวงแหวนทองคำ แหล่งน้ำพุร้อนใกล้กับแม่น้ำวิททา Hvita ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ เกาะไอซ์แลนด์ตั้งอยู่บนแนวสันเขากลางมหาสมุทรตรงกับรอยแยกเปลือกโลก ทำให้แมกม่าที่อยู่ใต้โลกดันตัวแทรกขึ้นมาตามรอยแยกนี้ และเป็นเหตุทำให้หินและน้ำใต้ดินร้อนระอุจนระเบิดพุ่งขึ้นมาเรียกว่า กีเซอร์ หรือ น้ำพุร้อน เมื่อปี ค.ศ. 17 ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทำให้ไปเปิดร่องน้ำพุร้อนใต้ดินทำให้น้ำระเบิดขึ้นมา นั่นคือ จุดกำเนิดของน้ำพุร้อนนี้ จนมาปี ค.ศ. 1896 เกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง และไปปิดร่องน้ำนั้น 67ปีต่อมา (ค.ศ.1963) ชาวบ้านในแถบนั้นช่วยกันเปิดร่องน้ำอีกครั้ง และกลับมาเป็นน้ำพุร้อนชื่อดังในวันนี้ เกย์ซีร์ คือต้นศัพท์ของคำว่า กีเซอร์ หรือ เกเซอร์ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง น้ำพุร้อนแบบพุ่งขึ้นมาพักหนึ่งแล้วนิ่งเงียบไป และสักพักก็พุ่งขึ้นมาใหม่ น้ำพุร้อนประเภทนี้มีความร้อนประมาณ 400 องศาเซลเซียส ที่สามารถพุ่งขึ้นมาได้เพราะข้างใต้บริเวณนั้นๆ จะมีลักษณะเป็นช่องว่างคล้ายห้องๆหนึ่งต่ำลงไป มีช่องต่อกับส่วนกลางของโลกที่เป็นของเหลวที่เรียกว่าแมกม่า ทำให้น้ำตรงนี้เดือดปุดๆ พอน้ำร้อนไหลขึ้นมาในห้องว่างดังกล่าวก็จะเกิดไอน้ำและแรงอัดพอแรงอัดไอน้ำมีมากเข้าก็จะดันให้น้ำพุ่งขึ้นได้ส่วนระยะเวลาทิ้งช่วงของแรงพุ่งแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับความสามารถในการจุของห้อง ห้องยิ่งกว้างระยะการทิ้งช่วงก็ยิ่งจะนาน น้ำพุร้อนของในไอซ์แลนด์ เคยพุ่งขึ้นทุก 5 นาที และครั้งหนึ่งเคยสูงถึง 60 เมตร แต่ในปัจจุบันน้ำพุร้อนจะพุ่งมาทุกๆ 7 – 10 นาที และพุ่งสูงราว 20 เมตร น่าจะเป็นผลมาจากการขว้างก้อนหินและเทผงสบู่ลงไปเพื่อกรัตุ้นให้น้ำพุ่งขึ้นมาหลากหลายสีสัน แต่กลับเป็นการทำลายธรรมชาติทำให้เกิดการอุดตัน

6. โยกูลซาร์ลอน Jokulsarlon

   ทะเลสาบประติมากรรมน้ำแข็ง สถานที่กักกันประติมากรรมก้อนธารน้ำแข็งสีขาวอมเทาอายุกว่า 1,000 ปี อันกว้างใหญ่ไพศาล ปรากฎเป็นทะเลสาบครั้งแรกเมื่อประมาณช่วง ค.ศ. 1934 – 1935 กระแสน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง ได้พัดเอาหินที่กองไว้ที่แอ่งน้ำที่เรียกว่า ขยะธารน้ำแข็งหรือ Moraine เพราะเป็นหินที่ธารน้ำแข็งพาไหลเทเอาไว้ ประกอบกันเป็นแรงแผ่นดินไหว ทำให้ธารน้ำแข็งส่วนที่อ่อนได้ละลายยุบและไหลออกไปจนกลายเป็นช่องแคบๆ ขึ้นมา ทำให้น้ำในทะเลสาบมีทางไหลออกไปได้ สุดท้ายกลายไปเป็นแม่น้ำสายใหญ่ไหลออกสู่ทะเลในที่สุด ในปี ค.ศ. 1975 ทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดเพียง 7.9 ตารางกิโลเมตร จากนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกว้าง 18 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน มีความลึกประมาณ 200 เมตร และเคยใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ชื่อดังมากมายตั้งแต่ James Bond 007 ตอน A view to Kill และ ตอน Die Another Day รวมทั้งภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider, Batman Begins และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย การท่องทะเลสาบด้วยรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกไปในท่ามกลางประติมากรรมน้ำแข็งใสแจ๋วอายุเป็น 1,000 ปี อย่างใกล้ชิด คือสิ่งที่พลาดไม่ได้ ลองแล้วคุณจะรัก และประทับใจไม่รู้ลืม

7. ธารน้ำแข็ง Vatnajokull

   วัทนาโยกูล ถือเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ มีอาณาบริเวณอยู่เทือกเขาสูงเกิดจากการดันของเปลือกโลกโดยภูเขาไฟจำนวนนับไม่ถ้วน ใต้ธารน้ำแข็งสายมหึมานี้มีเนื้อที่ประมาณ 8,300 ตารางกิโลเมตร ความหนาของน้ำแข็งมีมากถึง 1 กิโลเมตร และยังแยกเป็นสายธารน้ำแข็งที่สำคัญอีกหลายสายด้วยกันธารน้ำแข็งแต่ละสายมีพื้นผิวเรียบน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด มีหลายครั้งที่มีการจัดปาร์ตี้บนลานน้ำแข้งกว้างแห่งนี้สำหรับอากาศพิเศษเป็นส่วนตัวสำหรับคณะของผู้เดินทางนั้นๆ เรียกว่าการมาเยือนธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้คุ้มค่าแก่การไปเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่งของชีวิต

8. วนอุทยานแห่งชาติ สกาฟทาเฟล Skaftafell

   วนอุทยานธรรมชาติแห่งนี้เป็นอีกแห่งหนึ่งที่เป็นผลงานของธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างสรรค์ปั้นแต่งได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่รวบรวมธรรมชาติที่แปลกตา แตกต่างหลากชนิดที่ไม่น่าเป็นไปได้มารวมกันไว้ในแห่งเดียวกัน อาทิ ภูเขาไฟสูงเสียดฟ้าที่มีรูปทรงแปลกแตกต่างกันออกไปในแต่ละยอดอีกทั้งยังเป็นภูเขาไฟที่ยังตื่นอยู่พร้อมที่จะระเบิดได้ตลอดเวลามีธารน้ำใสไหลผ่านตามซอกหิน ไหลมาจากภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีเมื่อหิมะละลายในฤดูร้อนน้ำสีฟ้าใสจะไหลเทลงสู่ลำธารจนกระทั่งมองเห็นก้นธารน้ำแข็ง ส่วนน้ำนั้นเย็นเหมือนน้ำแข็งละลาย แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นป่าแคระอันอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นเบิร์ชแคระ และทุ่งดอกไม้หลากสายพันธุ์มารวมตัวกันออกดอกบานสะพรั่งหลากสีในฤดูใบไม้บ้าน ยามเมื่ออยู่ข้างบนเมืองมองไกลออกไปจะเห็นแผ่นดินผืนราบของลานหินลาวาสีดำไหลระเรื่อยไปสุดลูกหูลูกตา ธรรมชาติอันงดงามนี้รวมถึงน้ำตกที่ธรรมชาติบรรจงสร้างหลากหลายแห่งภายในวนอุทยาน แต่ที่เป็นที่น่าสนใจที่สุดและมีชื่อเสียงสุดคือ การเดินชมธรรมชาติภายในวนอุทยานคือ น้ำตกรูปร่างแปลกมหัศจรรย์ ชื่อ สวาร์ทิฟอสส์ Svartifoss หรือน้ำตกปล่องทองคำ ลักษณะของน้ำตกแห่งนี้งดงามตรงที่น้ำตกไหลแรงผ่านผาหินหินบะซอลล์รูปแท่ง ซึ่งเกิดจากการเย็นตัวลงอย่างๆ ของลาวา ลักษณะอันแปลกตางดงามนี้คือแรงบันดาลใจให้ศิลปินนำไปสร้างเป็นประติกรรมงดงามในโบสถ์ประจำเมือง

9. เมืองอะคูเยริ Akureyri

   ถือเป็นเมืองหลวงของภาคเหนือของไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่บนฝั่งเอยาฟยอร์ด Eyjafjordue ฟยอร์ดที่ยาวที่สุด และเป็นเมืองใหญ่อับดับสองของไอซ์แลนด์ เป็นเมืองของผู้มีอันจะกินและยังเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอีกด้วยในฤดูหนาวผู้คนนิยมมาเล่นสกีกันที่นี่ อดีตเคยเป็นจุดเริ่มต้นออกไปสำรวจขั้วโลกเหนือ บ้านเรือนทุกหลังปลูกสร้างด้วยไม้ตั้งอยู่ 2 ฝั่งของแม่น้ำ ทาสีสันสดใสชนิดไม่ต้องเกรงใจกัน บ้านที่ปลูกหันหน้าสู่แม่น้ำ ด้านหลังจะติดกับภูเขาก็จะปลูกลดหลั่นกันขึ้นไปตามความลาดชันสวยงามเป็นระเบียบ ท่านสามารถเดินทางจากเรคยาวิค ด้วยรถยนต์ ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่จะสะดวกหากใช้บริการสายการบินภายในประเทศ Air Iceland เมืองนี้เป็นประตูสู่ เมืองฮูซาวิก Husavik เมืองประมงเล็กๆ มีประชากรเพียง 2,500 คน แต่มีธุรกิจทัวร์ดูวาฬที่รุ่งเรืองและโด่งดังมากจนได้รับการยกเป็นเมืองหลวงแห่งการล่าวาฬ แถมด้วยเสน่ห์ร้อนแรงบริเวณท่าเรือที่จะเห็นเรือประมงล่าวาฬจอดอยู่มากมายเมื่อมาถึงเมืองนี้ และเป็นการท่องเที่ยวอีกด้วย คือ การที่นักท่องเที่ยวออกชมวาฬ และนี่คือที่มาของรายได้หลักของเมืองนี้อีกอย่างหนึ่ง เรือที่ใช้ในการดูปลาวาฬเป็นเรือไม้ซึ่งออกแบบให้โต้คลื่นลมอย่างนิ่มนวล จนได้ฉายาว่า กู๊ดโบ๊ต การดูวาฬโดยเรือไม้นี้เป็นเรือประมงและเคยใช้ล่าวาฬในอดีต เป็นการดูปลาวาฬแบบธรรมชาติและพื้นบ้านที่น่าสนใจหาดูได้ยากในปัจจุบันเมื่อปลาวาฬโผล่เหนือน้ำเจ้าหน้าที่ของเรือก็จะแจ้งให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้โดยกำหนดทิศทางเป็นเข็มนาฬิกาวาฬที่อยู่ในน่านน้ำของไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่เป็นวาฬมิงค์หรือ มิงคี เป็นวาฬขนาดย่อม กับวาฬหลังค่อม หรือฮัมแบ็ค และวาฬเพชฌฆาต หรือ คิลเลอร์วาฬ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเรี่องวาฬของฮูซาวิกที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวาฬอย่างละเอียด ทุกแง่มุม มีกระดูกวาฬทั้งตัว มีลูกวาฬเล็กๆ ดองไว้ รวมถึงภาพวาดจากยุคล่าวาฬตามจินตนาการให้ดูด้วย

10. น้ำตกเดทติ Dettifoss

   ถือว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของยุโรป ที่น้ำตกแห่งนี้เมื่อตกลงไปแล้วยังทำให้เกิดแม่น้ำเดทติ ที่ได้นำพาน้ำไหลเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร จนทำให้เกิดน้ำตกแห่งใหม่ที่ชื่อว่า ฮากรากิล์ ฟอสส์ น้ำตกเดทติฟอสส์เป็นน้ำตกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชมได้มากที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อมาเยือนไอซ์แลนด์ เป็นน้ำตกที่มีความสูง 44 เมตร น้ำที่ไหลไปเป็นน้ำตกนั้นมีปริมาตร 500 คิวบิกเมตรต่อวินาทีผลพวงจากน้ำตกแห่งนี้ทำให้เกิดโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นหลายแห่งตามลำน้ำ น้ำที่ได้หลั่งไหลลงสู่เบื้องล่างมีกำลังแรงมหาศาลบวกกับความสูง 44 เมตร ของหน้าผาที่ตั้งชัน ละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วตามกระแสของลมเสียงดังกึกก้องไปในรัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อไอน้ำที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศจับต้องเข้ากับแสงอาทิตย์จึงทำให้เกิดรุ้งเจ็ดสีโค้งเป็นวงกลมงดงามเสมอ จนเป็นจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักถ่ายถ่ายภาพมืออาชีพจากทั่วโลก ในฤดูหิมะละลาย น้ำจะไหลออกมาจากตาน้ำใต้พื้นดินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นร้อยเป็นพันปีไหลเซาะจนกระทั่งดิน หรือหินส่วนที่อ่อนที่สุดค่อยๆ หลุดและสึกกร่อนไปตามกาลเวลา ปัจจุบันจึงได้เห็นเสาหินบะซอลส์ซ้อนเรียงเกาะกุมเหนี่ยวรั้งกันไว้ลอยล้ำยื่นออกไปนอกพื้นดิน

11. (12.) น้ำตกสโคการ์ Skogar Foss และน้ำตก เซลยาลันต์ฟอสส์ Siljalandsfoss เส้นทางตอนใต้

   ที่เที่ยวเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า ซูทือร์ลันต์ (Suourland) ของประเทศไอซ์แลนด์ อันได้แก่ น้ำตกสโคการ์ ฟอสส์ เป็นน้ำตกที่งดงามอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านวิค (Vik) มีความสูง 62 ฟุต มีโบสถ์หลังเล็กๆ ตั้งอยู่บนเนินเขา ต้นทางของน้ำตกมาจากลำธารบนเขาสูง มีทางเดินทางเล็กๆ คดไปมาเพื่อผ่อนแรงเวลาปีนขึ้นไปชมต้นทางของน้ำตกบางตอนบางช่วงของการปีนมีความชันราว 45 องศา บนยอดเขามีลำธารที่มีน้ำละลายมาจากธารน้ำแข็งที่ชื่อว่า เอยาฟยาตลาเยอคุตล์ (Eyjafjallajokull) ธารน้ำแข็งขนาดเล็กที่ได้ปกคลุมภูเขาไฟ (สูง 1,666 เมตรหรือ 5,466 ฟุต) ซึ่งได้ปะทุค่อนข้างบ่อยนับตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง และเกิดการปะทุอีกครั้งในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งส่งผลให้น่านฟ้าทั่วยุโรปต้องปิดการใช้งานไปชั่วคราวสำหรับการท่องเที่ยวในหมู่บ้านสโคการ์นั่นเอง น้ำตกสโคการ์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ตกแผ่กระจายมาจากหน้าผาสูงตกลงสู่แอ่งน้ำ แรงกระแทกของปลายสายน้ำทำให้เกิดน้ำแตกกระจายเป็นละอองฟุ้งไปทั่วบริเวณทำให้เกิดความชุ่มชื่นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของหญ้าตระกูลมอสและเฟิร์น จึงทำให้เห็นหญ้าทั้งสองชนิดนี้ปกคลุมหินที่เรียงรายอยู่ริมลำธารเบื้องล่างอย่างสวยงาม ใกล้กันคือ หมู่บ้านสโคการ์ (Skogar Village) หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ทิศใต้ของธารน้ำแข็ง เอยาฟยาตลาโยกุล เช่นกัน และพิพิธภัณฑ์สโคการ์ (Skogar Museum) พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1949 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่งแม้จะมีขนาดไม่ใหญ่ไม่โตก็ตาม ภายในมีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไอซ์แลนด์ตอนใต้รวมไปถึงเครื่องมือที่ใช้สำหรับการตกปลา เลี้ยงสัตว์ การหัตถกรรม เสื้อผ้าและอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และสถานที่สุดท้ายที่เราขอแนะนำเมื่อท่านได้มีโอกาสเดินทางมาทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์ คือ น้ำตกเซลยาลันต์ฟอสส์ (Seljalandsfoss) ซึ่งตั้งอยู่ในช่วงระหว่างเมืองเซลฟอสส์ (Selfoss) และอยู่ห่างจากสโคการ์ฟอสส์ (Skogafoss) ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 28 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์โดยน้ำตกมีความสูงประมาณ 60 เมตร หรือ 200 ฟุต ที่พิเศษสำหรับน้ำตกแห่งนี้คือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสามารถเดินไปด้านหลังน้ำตกได้อีกด้วยเป็นความสวยงามและมหัศจรรย์ที่จับต้องได้ นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่อยากแนะนำคุณไปเยือนในเส้นทางใต้ (Southcoast Scenic Route) นี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์ไปแล้วด้วย

13. ทะเลสาบ Myvath

   ทะเลสาบสีฟ้ากว้างพอสมควร อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ เรย์คยาห์โล Reykjahl หินที่ล้อมรอบทะเลสาบแห่งนี้เป็นชั้นหินสีแปลกที่มีความบางมากๆ วางตัวเรียงกันเป็นชั้นๆ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแอ่งที่เกิดจากการถูกบดขยี้และขุดให้ลึกโดยธารน้ำแข็ง อีกทั้งยังอยู่ในแนวของรอยแยกที่เรียกว่า คราฟล่าฟอล์ท Krafl Fault จึงเกิดการระเบิดของภูเขาไฟรอบทะเลสาบ เนื้อที่ของทะเลสาบมีอาณาเขตประมาณ 37 ตารางกิโลเมตร ความลึกบางช่วงลึกถึง 2 เมตร ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ น้ำในทะเลสาบสะอาดและบริสุทธิ์ เป็นบริเวณที่มีแมลงชุกชุม จึงเป็นแหล่งชุมนุมของนกนานาชนิด เลยกลายเป็นสวรรค์ของนักดูนกไปโดยปริยาย จนได้รับการยกให้เป็นแหล่งอุทยานนกน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลได้ประกาศให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็นเขตสงวนและอนุรักษ์เนื่องจากเป็นบรรณสารที่ประจวบเหมาะที่สุดทางธรณีวิทยา

14. น้ำตกโกดา Goda Foss

   น้ำตกที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของไอซ์แลนด์ ต้นทางของน้ำตกเป็นลำธารไม่กว้างนัก แต่น้ำไหลเชี่ยวกราก สองข้างของลำธารเป็นหน้าผาสูงชันลักษณะของหินเป็นแท่งๆ ที่เรียกว่าหินบะซอลล์ เป็นหินที่ถูกดันขึ้นมาจากใต้เปลือกโลกส่วนที่แข็งก็จะทนและต้านลม ต้านกระแสน้ำหรือหิมะได้ก็ยังคงสภาพเป็นเสาหินให้เราเห็นกันอยู่ ส่วนที่อ่อนก็จะหลุดร่วงเป็นก้อนโตบ้างเล็กบ้างแตกหักลงสู่ลำธาร น้ำตกโกดาฟอสส์ ถูกเรียกว่า น้ำตกพระเจ้า เหตุเพราะเมื่อ ค.ศ. 1000 เมื่อรัฐสภาได้ยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ เมื่อผู้ประกาศตรากฎหมายเดินทางกลับบ้าน และต้องผ่านบริเวณต้นสายน้ำตกแห่งนี้ได้ทิ้งรูปสลักของพระเจ้าต่างๆ ของชาวนอร์สลงไปในแม่น้ำ นอร์สก็คือชาวไวกิ้งโบราณ

Buynow Company Limited

www.buynoww.com

TAT license 11/03397

 Head Office

2002 Two Pacific Place 20th Floor, 142 Sukhumvit Road, Klongtoey, Bangkok 10110

02 653 2050, 081 558 6356

Fax. 02 653 2056

  • Facebook
  • Twitter
  • LINE Account

@buynowwtravelhouse

 

@buy_noww

 

@buyynow

@buynoww

Scan me!

@buynoww

Nakhon Ratchasima Branch

1444/14-15 I-Square, Suranarai Road, Tambon Jorhor, Amphur Muang, Nakhon Ratchasima 30310

044 928 718, 093 586 6575

Fax. 044 928 719

  • Facebook

Copyright © 2019, Buynow Company Limited